ไม่กู้แล้ว “หนี้ก้อนใหญ่” คนรุ่นใหม่เน้นกู้ก้อนเล็กๆ แต่กู้ถี่ขึ้น
คนรุ่นใหม่อาจไม่ได้เริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้บ้านหรือหนี้รถ แต่เริ่มต้นด้วย “หนี้รายเดือนก้อนเล็กๆ” ที่ผ่อนได้ตั้งแต่ ชานมไข่มุก 1 แก้ว เรียกว่า Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง"
ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อย หลังคุณภาพสินเชื่อบางกลุ่มยังมีความเสี่ยงสูง สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคของระบบธนาคารยังหดตัว ขณะที่สินเชื่อครัวเรือนจากสถาบันการเงินหลักลดลงต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปี อีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจที่ขยายตัวทำให้ Nominal GDP ซึ่งเป็นตัวหารของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เติบโตเร็วกว่ายอดหนี้ จึงช่วยให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลง แม้มูลค่าหนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ดังนั้น หนี้ต่อ GDP ที่ลดลงจึงอาจไม่ได้หมายถึงครัวเรือนมีเงินเหลือมากขึ้น แต่ส่วนหนึ่งสะท้อนว่า “การก่อหนี้ใหม่ทำได้ยากขึ้น”
แต่...ปัญหาอาจไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ เพราะคนรุ่นใหม่ ไม่กู้แล้ว “หนี้ก้อนใหญ่” คนรุ่นใหม่เน้นกู้ก้อนเล็กๆ แต่กู้ถี่ขึ้น เช่น ผ่อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยพูดถึงประเด็นนี้ว่า เด็กอายุน้อย เฟิร์สจ็อบเบอร์ โดยเติบโต 99.9% ต่อปี ปริมาณการซื้อเติบโต 38% ต่อปี หลายอย่างไม่ควร Buy Now, Pay Later (BNPL) ได้ ชานมไข่มุก 106 บาท หรือข้าวมันไก่ 50 บาท กินเสร็จผ่อนต่อไปอีก 4 เดือน มันสร้างนิสัยการบริโภคโดยไม่มีเงิน สร้างหนี้เร็วเกินไป และดอกเบี้ยก็แพง 16-18%
คนรุ่นใหม่...กำลังเริ่มต้นชีวิตด้วยหนี้
ข้อมูลของ ธปท. ระบุว่า คนไทยอายุ 20–35 ปีประมาณ 52.7% มีหนี้ และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วน NPL สูงถึง 27% ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ BNPL ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี โดยกลุ่มนักศึกษาและคนวัยเริ่มทำงานอายุ 23 - 30 ปีมีอัตราค้างชำระสูงกว่ากลุ่มอื่น
ทำให้เห็นได้ว่า ภาพของการเริ่มต้นชีวิตการทำงานจึงเปลี่ยนไป จากเดิมที่ภาระหนี้ก้อนใหญ่มักเกิดขึ้นเมื่อเริ่มซื้อบ้านหรือรถ วันนี้คนรุ่นใหม่สามารถเริ่มมีภาระผ่อนชำระได้ตั้งแต่ช่วงเรียนหรือเริ่มทำงาน และหากรายได้โตไม่ทันภาระหนี้ เงินที่ควรนำไปออม ลงทุน หรือสร้างทรัพย์สิน ก็อาจต้องถูกเลื่อนออกไป
จาก "หนี้เพื่อสร้างสินทรัพย์" สู่ "หนี้เพื่อการบริโภค"
เพราะหนี้ที่นำไปซื้อสินทรัพย์ ลงทุนทำธุรกิจ หรือพัฒนาทักษะ มีโอกาสสร้างมูลค่าหรือรายได้กลับมาในอนาคต ขณะที่หนี้เพื่อการบริโภคบางประเภททำให้เรานำการบริโภคในอนาคตมาใช้ก่อน โดยไม่ได้สร้างกระแสรายได้กลับมารองรับภาระนั้น ซึ่งการที่เรายิ่งก่อหนี้ประเภทหลังเร็วเท่าไร รายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งก็ยิ่งถูกผูกไว้กับการชำระหนี้เร็วขึ้นเท่านั้น
ทั้งหมดสะท้อนภาพของหนี้ครัวเรือนในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อรายได้ส่วนหนึ่งต้องนำไปชำระหนี้ ครัวเรือนก็เหลือเงินสำหรับการบริโภคและการลงทุนน้อยลง
ปัญหาหนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะฐานะการเงินของแต่ละครัวเรือน แต่สามารถส่งผ่านไปยังกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งคือ "หนี้ครัวเรือน"
โดยไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ประมาณ 16.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากปีก่อน ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 85.9% ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี แต่ตัวเลขที่ดีขึ้นนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าคนไทยปลดหนี้ได้เร็วขึ้น แต่มาจากการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น และพฤติกรรมการกู้ก้อนเล็ก แต่บ่อยขึ้นกับเพื่อการบริโภคมากกว่าสร้างสินทรัพย์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB